วันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2557

การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาจริยศาสตร์ระหว่างการจัดการ เรียนรู้แบบปกติกับการจัดการเรียนแบบออนไลน์ CAI วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

ภาษาไทย    :  การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาจริยศาสตร์ระหว่างการจัดการ

               เรียนรู้แบบปกติกับการจัดการเรียนแบบออนไลน์ CAI วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

ภาษาอังกฤษ :  A Comparison of the Effectiveness of the Study of Ethics
                Between Normal Study in the Classroom and the System of Online
                Study Through Siam Technology College’s CAI

ชื่อผู้เขียน นายกิจสดายุทต์ สังข์ทอง
                     Kitsadayut  Sangthong
Faculty 0f Basic Education, Siam Technology College


บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังการเรียนของกลุ่มนักศึกษาที่ได้รับการจัดเรียนรู้แบบปกติและการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ CAI  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนระหว่างกลุ่มของนักศึกษาที่เรียนได้รับการจัดเรียนรู้แบบปกติและการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ CAI  3)เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลทางการเรียนรู้ของกลุ่มนักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติและการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ CAI   และ4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษา ที่มีต่อการจัดการเรียนแบบออนไลน์ CAI   ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง   ได้แก่นักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม สาขาเทคโนโลยียานยนต์ เทคโนโลยีไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์   เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์  การโรงแรม    นิเทศสื่อดิจิทัล  คอมพิวเตอร์ธุรกิจ      และการตลาด การบัญชี  โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมๆละ 75 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้วิชาจริยศาสตร์แบบออนไลน์ด้วย CAI
           ผลการศึกษาพบว่า 
           1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ และแบบออนไลน์ CAI ก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า มีผลคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 
           2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องจริยธรรมกับบทบาทหน้าที่ของนักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ และการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ CAI พบว่า นักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ CAI มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าแบบปกติ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05   
3. ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ วิชาจริยศาสตร์ เรื่องจริยธรรมกับบทบาทหน้าที่ของนักศึกษาด้วยแบบปกติ พบว่า มีค่าเฉลี่ย = 0.14 แสดงว่า ผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น    และแบบออนไลน์ CAI มีค่าเฉลี่ย = 0.53 แสดงว่า ผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน
 4. นักศึกษาที่เรียนด้วยระบบการจัดการเรียนวิชาจริยศาสตร์แบบออนไลน์ CAI มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด 
คำสำคัญ:  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน/ ซีเอไอ(คอมพิวเตอร์ช่วยสอน)/ วิชาจริยศาสตร์
ABSTRACT  
The objectives of this research were as follows: 1) to compare the Ethics Academic Achievement in  the pre-test period  and the  post-test period between  groups of students who studied in the formal classroom and the students who studied via CAI online; 2) to compare the difference of the Ethics Academic  Achievement in the post-test period between groups of the students who studied in the formal study in the classroom and the students who studied via CAI; 3) to know the validity of the Ethics Academic Achievement  of the students who studied in the formal study in the classroom and the students who studied via CAI online ; and 4) to study the students’ satisfaction towards the Ethics study via CIA online.
The subjects were first year undergraduate students of Siam Technology College belonging to the faculties of Automative Technology, Electrical and Electronics Technology, Computer Technology, Hotel Studies, Communication Arts Digital Media, Business Computer, Marketing and Accounting. They were divided into control group and experimental groups; each group having 75 in number.  The instruments used in collecting data were 1) the Ethics Academic Achievement tests and 2) questionnaire on students’ satisfaction towards the Ethics study via CAI online. The used statistics were descriptive statistics, frequency, percentage, mean, standard deviation and inferential statistics including t-test.
The results of research were found as follows:                                                                    1.The Ethics  Academic Achievement of the students who  studied in the formal classroom and the students who studied via CAI online, had statistic difference between the pre-test period and the post-test period at the level of average .05.
  2. The results of the comparison of difference of the Ethics Academic Achievement entitled “The Morality and Role and Duties of the Students Between the Students Who Studied in the Formal Classroom and the Students Who Studied via CAI Online” were found that the second group of students who studied via CAI online had a higher level of average than the first group of students who studied in the formal classroom at the level of average .05.
3. The validity of the Ethics Academic Achievement entitled “The Morality and Roles and Duties of Students” who studied in the formal classroom had the level of average 0.41; which meant that the students in this group made a progress in the study in 14 percent increase. The validity of the Ethics Academic Achievement  entitled “The Morality and Roles and Duties of Students” of the students who studied via CAI online had the level of average 0.53; which meant that the students in this group made a progress in the study in 53 percent increase.
4. The students who studied Ethics via CAI online had satisfaction towards the study in the whole view of the highest level.



Keywords:  Effectiveness of the Study/ CAI (Computer Assisted Instruction)/ Ethics


บทนำ
ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ มีส่วนช่วยทำให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้วิทยาการต่างๆ เพื่อ ใช้เป็นแหล่งรวบรวม ค้นคว้าและเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการให้กับผู้ที่สนใจในการแสวงหาความรู้สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่องและเต็มศักยภาพ  ระบบการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ด้วย CAI มีทั้งข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียงและยังมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนได้ จึงเป็นสิ่งที่สามารถพัฒนากระบวนการคิด การวิเคราะห์ของผู้เรียนควบคู่กันไปได้ด้วย ตามที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ได้กำหนดแนวทางในการจัดการศึกษาของชาติ ใน มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตาม เช่น ข้อที่ (6) จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ การจัดการเรียนการสอนในลักษณะ ดังกล่าวจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพได้โดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology) มาประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษาได้เป็นอย่างดี
วิชาจริยศาสตร์เป็นศาสตร์สาขาหนึ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาทุกระดับชั้น แต่การเรียนการสอนวิชาจริยศาสตร์ในปัจจุบันยังประสบปัญหาอยู่หลายประการ อาทิการจัดกลุ่มเรียนเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ทำให้นักศึกษาต้องประสบปัญหาจากสภาพแวดล้อมของการเรียน ผู้เรียนขาดการสื่อสารโต้ตอบกับผู้สอน ผู้เรียนไม่อาจติดตามการเรียนได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาระบบการเรียนการสอนให้ดีขึ้น เพื่อนำไปใช้ช่วยในการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการใช้การจัดการเรียนแบบออนไลน์ CAI เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เพราะระบบการจัดการเรียนแบบออนไลน์ CAI ทำให้นักศึกษามีโอกาสได้ทบทวนเพิ่มเติมนอกเวลาเรียนปกติด้วยตนเอง สอดคล้องกับแนวคิดของสิริพร ทิพย์สูงเนิน (2547) ว่า การเรียนการสอนด้วยระบบอีเลิร์นนิ่ง มีผลการวิจัยสนับสนุนว่าสามารถนำมาทดแทนหรือใช้เสริมระบบการเรียนแบบเดิม(Tradition instruction) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับสูงและสอดคล้องกับแนวคิดของมนต์ชัย เทียนทอง(2545 :บทคัดย่อ)และถนอมพร เลาหจรัสแสง(2549)กล่าวว่า การจัดกิจกรรม การเรียนการสอน ในระบบอีเลิร์นนิ่งเน้นผู้เรียนและกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นศูนย์กลาง ผู้เรียนสามารถควบคุมกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองโดยผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต จากสถานที่ใด ณ เวลาใดก็ได้ ตลอดทั้ง 7 วัน และวันละ 24 ชั่วโมง การบริหารจัดการเรียนการสอน เช่น การสร้างเนื้อหา สื่อการเรียน การนำเสนอเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนการสอน ใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์เฉพาะด้าน(Application Software) เป็นเครื่องมือซึ่งเรียกว่า ระบบบริหารจัดการรายวิชา(Course Management System: CMS) หรือระบบบริหารจัดการการเรียนรู้ (Learning Management System: LMS) ทำให้การบริหารจัดการเรียนการสอนในระบบอีเลิร์นนิ่งสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม  มีนโยบายนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ICT Based) มาเป็นฐานข้อมูลในการเรียนรู้ และได้มีการสนับสนุนให้หลายหน่วยงานจัดทำสื่อการเรียนการสอน อาทิเช่น ศูนย์บริการ E-Learning เพื่อดำเนินการผลิตสื่อการเรียนแบบออนไลน์ด้วย CAI รูปแบบต่างๆออกมาเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเพื่อให้มีการพัฒนาการผลิตการเรียนแบบออนไลน์ด้วย CAI ดำเนินไปในแนวทางที่ดียิ่งขึ้นผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษาเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่จัดการเรียนแบบออนไลน์ CAI เพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนในรายวิชาจริยศาสตร์ต่อไป
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
                1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังการเรียนของกลุ่มนักศึกษาที่ได้รับการจัดเรียนรู้แบบปกติและการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ CAI
                 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนระหว่างกลุ่มของนักศึกษาที่เรียนได้รับการจัดเรียนรู้แบบปกติและการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ CAI
                  3) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลทางการเรียนรู้ของกลุ่มนักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติและการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ CAI   
                 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษา ที่มีต่อการจัดการเรียนแบบออนไลน์ CAI
ระเบียบวิธีวิจัย
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
                   1.1 ประชากร ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ ศิลปศาสตร์ บัญชี และคณะเทคโนโลยี จำนวน 150 คน
                    1.2 กลุ่มตัวอย่าง   ที่ใช้ในการวิจัยได้แก่นักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ ศิลปศาสตร์ บัญชีและคณะเทคโนโลยี โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 75 คนซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง
2. ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา
ตัวแปรต้น  ได้แก่  -  วีธีการจัดการเรียนรู้ แบบปกติ -การจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ CAI
ตัวแปรตาม ได้แก่   -  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
            -  ความพึงพอใจต่อวิธีการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ CAI
3. ระยะเวลาในการทดลอง
                    ระยะเวลาที่ ผู้วิจัยใช้ในครั้งนี้  จำนวน 12 คาบ

4. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล   ครั้งนี้ได้แก่

                   4.1 แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
4.2 แบบสอบถามความพึงพอใจต่อระบบการจัดการเรียนวิชาจริยศาสตร์แบบออนไลน์ CAI
5. การสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ผู้วิจัยได้ดำเนินการดังนี้
5.1. การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน   มีขั้นตอนดังนี้
5.1.1 ศึกษาทฤษฏีและวิธีการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผล ของวิชาจริยศาสตร์และเครื่องมือวัดผลการเรียนรู้ โดยศึกษาเทคนิคการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์แบบอิงเกณฑ์ 5.1.2 วิเคราะห์หลักสูตร จุดประสงค์การเรียนรู้ และเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างแบบทดสอบให้มีความเที่ยงตรงตามเนื้อหาและจุดประสงค์ 5.1.3 สร้างแบบทดสอบ แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 5 ตัวเลือก ให้ครอบคลุมเนื้อหาและเหมาะสมของการใช้ภาษา 5.1.4 นำแบบทดสอบไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบโดยการหาค่าความตรงเชิงเนื้อหาหรือค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) แล้วนำมาทำการวิเคราะห์ โดยทำการทดสอบกับนักศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 50 คน 5.1.5 วิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (P) และหาอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบรายข้อโดยใช้เทคนิค 50% (บุญชุม ศรีสะอาด:2543) แล้วคัดเลือกเอาข้อสอบที่มีระดับความยากง่าย (P) อยู่ระหว่าง .20 - .80 และมีค่าอำนาจจำแนก(r)ตั้งแต่ .20  ขึ้นไป  ข้อใดที่มีคุณภาพไม่ถึงเกณฑ์ก็ปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น 5.1.6 นำแบบทดสอบที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขจากผู้เชี่ยวชาญไปทดลองใช้กับกลุ่ม
ประชากรที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง 5.1.7 นำแบบทดสอบที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขเรียบร้อยแล้วไปทดลองใช้กับ
กลุ่มทดลอง
5.2 การสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนวิชาจริยศาสตร์แบบออนไลน์ CA I มีขั้นตอนดังนี้
5.2.1 ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบประเมิน แบบสอบถามความคิดเห็นเพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำ จากหนังสือพื้นฐานการวิจัยการศึกษา 5.2.2 ศึกษาวิธีสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจโดยกำหนดระดับความพึงพอใจ 5 ระดับ 5.2.3 นำแบบทดสอบความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อระบบการจัดการเรียนวิชาจริยศาสตร์แบบออนไลน์ CAI ไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา (IOC) แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข  5.2.4 นำแบบทดสอบถามความพึงพอใจไปใช้กับกลุ่มทดลอง  
6. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลมีดังนี้
6.1 ทดสอบก่อนและหลังการเรียน โดยให้นักศึกษาทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องจริยธรรมกับบทบาทหน้าที่ของนักศึกษา
6.2 นำแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนวิชาจริยศาสตร์แบบออนไลน์ CAI ให้นักศึกษาตอบแล้วนำผลมาวิเคราะห์
7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่
7.1 ค่าร้อยละ (%)                     7.2  ค่าเฉลี่ย (Mean)
                   7.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D)     7.4  การวิเคราะห์หาดัชนีประสิทธิผล (E.I.)
 ผลการการวิจัยและอภิปรายผล
            การวิจัยเรื่อง “การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาจริยศาสตร์ เรื่องจริยธรรมกับบทบาทหน้าที่ของนักศึกษา ระหว่างการจัดการเรียนรู้ปกติกับการจัดการเรียนแบบออนไลน์ CAIสามารถนำประเด็นมาอภิปรายผล ได้ดังนี้  
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่ได้รับการจัดเรียนรู้แบบปกติและการจัดการเรียนแบบออนไลน์ CAI ในวิชาจริยศาสตร์ เรื่องจริยธรรมกับบทบาทหน้าที่ของนักศึกษาทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน  เมื่อนำแบบทดสอบไปทำการสอบนักศึกษากลุ่มทดลอง พบว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา มีผลคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05   ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่านักศึกษาทั้ง 2 กลุ่ม ที่ได้รับการเรียนรู้ของแบบปกติกับแบบออนไลน์ CAI มีพัฒนาการการเรียนรู้เพิ่มสูงขึ้นได้ แต่เมื่อพิจารณาจากผลคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนของทั้ง 2 กลุ่ม พบว่า การจัดการเรียนแบบออนไลน์ CAI มีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าการจัดการเรียนรู้ปกติ  ดังนั้นการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ CAI เป็นวิธีการเรียนที่มีประสิทธิภาพสามารถนำไปใช้ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลได้
  2. ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาจริยศาสตร์ เรื่องจริยธรรมกับบทบาทหน้าที่ของนักศึกษา ระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบปกติกับการจัดการแบบออนไลน์ CAI พบว่า นักศึกษา ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบปกติกับการจัดการเรียนแบบออนไลน์ CAI มีผลคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่า ที่จัดการเรียนรู้แบบปกติ แสดงให้เห็นว่า การจัดการเรียนแบบออนไลน์ CAI เป็นวิธีการเรียนรู้ที่นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้จากการใช้เทคโนโลยี การสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ด้วยการนำเสนอเพื่อสร้างประสบการณ์ โดยมีคอมพิวเตอร์เป็นสื่อกลาง ที่นำมาใช้ประกอบการเรียนการสอน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จึงเป็นการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและมีส่วนร่วมในการเรียนอย่างแท้จริง อาจสรุปได้ว่าการจัดการเรียนแบบออนไลน์ CAI เป็นวิธีการเรียนการสอนที่มีศักยภาพ สามารถช่วยแก้ปัญหาในด้านของข้อจำกัดเกี่ยวกับเวลา และสถานที่ศึกษาของผู้เรียน เป็นการส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมกันทางการศึกษา  ช่วยส่งเสริมแนวคิดในเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิต  เปลี่ยนจากห้องเรียนสี่เหลี่ยมไปสู่โลกกว้างแห่งการเรียนรู้  เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่างๆได้ สนับสนุนการเรียนรู้ที่กระตือรือร้น เอื้อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ 2 รูปแบบ คือ ปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนด้วยกันและผู้สอน  เปิดโอกาสสำหรับผู้เรียนในการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ ทั้งในและนอกสถาบันจากในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงผลงานของตน สู่สายตาผู้อื่นอย่างง่ายดาย ผู้สอนสามารถปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตร ให้ทันสมัยได้อย่างสะดวกสบาย
           3. ดัชนีประสิทธิผลของการจัดเรียนรู้แบบปกติ วิชาจริยศาสตร์ เรื่องจริยธรรมกับบทบาทหน้าที่ของนักศึกษา มีค่าเท่ากับ 0.14 มีหมายความว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 และดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนแบบออนไลน์ CAI วิชาจริยศาสตร์ เรื่องจริยธรรมกับบทบาทหน้าที่ของนักศึกษา มีค่าเท่ากับ 0.53 มีหมายความว่า ผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 53 สรุปได้ว่าการจัดการเรียนแบบออนไลน์ CAI หรือคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นการใช้คอมพิวเตอร์ให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ส่วนบุคคล ผู้เรียนได้โต้ตอบกับเนื้อหา  สร้างความตื้นเต้นในการรับรู้ สร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตัวเองมีความรู้ ความเข้าใจเนื้อหามากขึ้นกว่าการจัดการเรียนรู้แบบปกติหรือจากบทเรียนเพียงอย่างเดียว ช่วยให้การเรียนมีคุณภาพและมีทัศนคติต่อการเรียน เป็นผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น    ดังนั้นหากได้มีการจัดการเรียนแบบออนไลน์ CAI หรือคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาจริยศาสตร์ จะทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
      4. นักศึกษาที่เรียนด้วยระบบการจัดการเรียนวิชาจริยศาสตร์แบบออนไลน์ CAI    มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด  เนื่องจากบทเรียนคอมพิวเตอร์จัดการการเรียนการสอนผ่านเว็บ สร้างโดยอาศัยหลักการใช้สิ่งเร้าเพื่อให้เกิดการตอบสนอง  มีการโต้ตอบซักถามปัญหา ในขณะเรียน ช่วยให้ผู้เรียนรู้จักคิดและปฏิบัติอย่างเป็นขั้นตอน  ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตรงกับแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  จากผลการวิจัยในการศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อระบบการจัดการเรียนแบบออนไลน์ CAI พอสรุปได้ว่า ผู้เรียนมีความพึงพอใจมากถึงมากที่สุด ที่บทเรียน CAI สามารถโต้ตอบปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับบทเรียน ในขณะที่เรียนมากกว่าสื่อการเรียนการสอนประเภทอื่น ๆ บทเรียน CAI สนับสนุนการเรียนแบบรายบุคคล (Individualization) ได้อย่างมีประสิทธิผล โดยผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองเวลาใดก็ได้ตามต้องการ พร้อมกันนั้นบทเรียน CAI ยังสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนสนใจเรียนเพิ่มขึ้น เนื่องจากบทเรียน CAI ใช้คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ในการนำเสนอบทเรียน เป็นสิ่งแปลกใหม่ มีการปฏิสัมพันธ์กับบทเรียนตลอดเวลา ผู้เรียนไม่เบื่อหน่าย ทำให้ช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนด้วย และท้ายสุด บทเรียน CAI ยังให้ผลย้อนกลับ (Feedback) แก่ผู้เรียนได้อย่างรวดเร็ว ผู้เรียนทราบความก้าวหน้าของตนเองได้ทันที
สรุป
            1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ และแบบออนไลน์ CAI ก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า มีผลคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 
           2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องจริยธรรมกับบทบาทหน้าที่ของนักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ และการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ CAI พบว่า นักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ CAI มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าแบบปกติ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05    
           3. ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ วิชาจริยศาสตร์ เรื่องจริยธรรมกับบทบาทหน้าที่ของนักศึกษาด้วยแบบปกติ พบว่า มีค่าเฉลี่ย = 0.14 แสดงว่า ผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น    และแบบออนไลน์ CAI มีค่าเฉลี่ย = 0.53 แสดงว่า ผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน
 4. นักศึกษาที่เรียนด้วยระบบการจัดการเรียนวิชาจริยศาสตร์แบบออนไลน์ CAI มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด 
 เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว,  
           2542.
กระทรวงศึกษาธิการ. ประกาศราชกิจจานุเบกษา เรื่อง กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.  
             2552.
มนชัย  เทียนทอง.(2554)“WBI (Web-Based  Instruction),WBT (Web-Based Training)”พัฒนาเทคนิค
           การศึกษา.13 (27):72-78; มกราคม-มีนาคม.
 ศิริชัย นามบุญ. (2550) รายงานการวิจัย“การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจขอผู้เรียนโดยใช้ 
             กิจกรรม หนังสืออิเล็กทรอนิกส์และบทเรียนสำเร็จรูปอิเล็กทรอนิกส์ในสภาพแวดล้อมแบบอีเลิร์นนิ่ง ผ่าน  
             โปรแกรม Moodle”. มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา.
สิริพร ทิพย์สูงเนิน.(2547) การสร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียน e-Learning เรื่อง "ความรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับ
             คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต" สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย    สังกัดกรมสามัญศึกษา.
             ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ.
สมนึก ภัททิยธนี. (2548) พื้นฐานการวิจัยการศึกษา. มหาสารคาม : ภาควิชาการวิจัยและพัฒนาการศึกษา คณะ
              ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
พวงรัตน์ ทวีรัตน์.(2538) วิธีวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
              ประสานมิตร.
บุญชม  ศรีสะอาด. (2541) การพัฒนาการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ :  ชมรมเด็ก.
Arvanitis, Theodoros N. (1997). Web site structure: SIMQ tutorial (Issue 2). [On-Line]. Available:           http://www.cogs.susx.ac.uk/users/theoa/simq/tutorial_ issue2,.
Bill, Conrad. G. Effects of Structure and Interactivity on Internet-Based Instruction. Paper Presented    
          at Inter Service/Industry Training, Simulation, and Education Conference.p15, Orland, EL  :   
          December  1-4,  1996-1997.
Camplese, C. and Camplese, K. (19100). Web-Based Education. [On-Line]. Available:           http://www.higherweb.com/497/
Clark, G. (1996) Glossary of CBT/WBT Terms. [On-    Line].Available:http://www.clark.net/pub/nractive/alt5.htm)
Dillon, A.,and Zhu,E. Designing web-based instruction: a human-computer interaction        perspective. In Badrul H. Khan (Ed.), Web-based instruction (pp. 221-224). Englewood           Cliffs, NJ: Educational Technologies Publications, 1997.

Goodman, Fletcher and Schneider.(Effectivenesss Index: E.I.) 1980 : 30-34. 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น